Tuesday 21st of November 2017
English (United Kingdom)Thai (ภาษาไทย)

news blog logo

สมาชิก เข้าสู่ระบบ


ป้ายโฆษณา

IFPSM

 

IFPSM Affiliates

ป้ายโฆษณา

Adv. C.P.S.

 

PMP

 

PMI

 

TPQI

 

CPSM Interview

ป้ายโฆษณา

Download Newsletter

ป้ายโฆษณา

 
ป้ายโฆษณา

ผู้สนับสนุนเว็บไซต์

ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
Home News Purchasing & Supply Chain News IMD World Competitiveness Ranking 2015

IMD World Competitiveness Ranking 2015

 
เผยผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันจาก 
IMD

ของไทย เป็นอันดับที่ 30

 

เผยการประกาศผลของ International Institute for Management Development หรือ IMD ซึ่งการสำรวจและจัดอันดับความสามารถในการแข่งขัน ทั้งหมด 61 เขตเศรษฐกิจทั่วโลกประจำปี 2558 ซึ่งปีนี้สหรัฐอเมริกายังคงอันดับอยู่ที่ 1 ฮ่องกงอยู่ในอันดับที่ 2  และสิงค์โปร์อันดับที่ 3 ในขณะที่ไทยอยู่อันดับที่ 30 ลดลงจากปีที่แล้วซึ่งอยู่ที่อันดับที่ 29

 

การจัดอันดับ พิจารณาใน 4 หมวดด้วยกัน คือ สมรรถนะทางเศรษฐกิจ ประสิทธิภาพของภาครัฐ ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ และ โครงสร้างพื้นฐาน โดยประเทศไทย ทำอันดับได้ดีขึ้นใน 3 หมวด และมีหมวดสถานะทางเศรษฐกิจ ที่ปรับลดลง ซึ่งเป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่ออันดับในหมวดนี้คือ อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีความเกี่ยวพันกับประเด็นอื่นๆ อีกหลายประเด็น อย่างไรก็ดี ผลที่ดีขึ้นในอีก 3 หมวด คือ ประสิทธิภาพของภาครัฐ ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ และโครงสร้างพื้นฐาน ถือเป็นสัญญาณที่ดีเนื่องจากตัวชี้วัดในหมวดเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นพื้นฐานในการสร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

 

ผลการจัดอันดับของประเทศไทยเป็นรายหมวด สรุปได้ดังนี้

 

1. สมรรถนะทางเศรษฐกิจ (Economic Performance) มีการปรับตัวลงเล็กน้อย โดยลดลง 1 อันดับจากอันดับที่ 12 มาเป็นอันดับที่ 13 อันเนื่องมาจากอันดับที่ลดลงของหมวดย่อยด้านสภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศ (จาก 33 เป็น 46) โดยเรื่องหลักคืออัตราการเติบโตที่แท้จริงของ GDP ที่ลดลง  ส่งผลถึงดัชนีชี้วัดอื่นที่เกี่ยวข้องกัน คืออัตราการเติบโตที่แท้จริงของ GDP ต่อหัวของประชากร นอกจากนั้น หมวดย่อยที่มีอันดับลดลงอีก 2 หมวดย่อย คือ ด้านการค้าระหว่างประเทศ (จาก 5 เป็น 8) โดยตัวชี้วัดในหมวดดังกล่าวที่มีอันดับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ คือ อัตราการเติบโตของการส่งออกภาคบริการ และความเห็นของผู้บริหารที่ตอบแบบสำรวจเกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยนที่ไม่เอื้อต่อการแข่งขันของธุรกิจ ในขณะที่ด้านดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดมีอันดับดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และหมวดย่อยด้านการลงทุนระหว่างประเทศ (จาก 29 เป็น 34) ที่มีอันดับลดลงมากในเรื่องความเสี่ยงจากการย้ายฐานการผลิต ส่วนอีกสองหมวดย่อยที่มีการพัฒนาดีขึ้นในปีนี้ คือปัจจัยด้านการจ้างงาน (จาก 4 เป็น 3) และปัจจัยด้านราคา (จาก 37 เป็น 19) โดยปัจจัยด้านการจ้างงานถือเป็นจุดแข็งของประเทศมาอย่างต่อเนื่อง โดยประเทศไทยถือว่ามีอัตราการว่างงานที่ต่ำ

 

2. ประสิทธิภาพของภาครัฐ (Government Efficiency) ได้รับการจัดอันดับดีขึ้น 1 อันดับจากอันดับที่ 28 ในปี 2557 มาเป็นอันดับที่ 27 ในปี 2558 โดยมีการปรับตัวดีขึ้นในหมวดย่อยเกือบทุกหมวด ทั้งด้านการเงินภาครัฐ (จาก 19 เป็น 14) ด้านกรอบการบริหารภาครัฐ (Institutional Framework) (จาก 39 เป็น 34) และกรอบดำเนินการด้านสังคม (Societal Framework) (จาก 55 เป็น 45) ส่วนด้านนโยบายการคลัง และกฎหมายด้านธุรกิจ มีอันดับคงเดิม คือ อันดับที่ 6 และ 51 ตามลำดับ โดยปัจจัยชี้วัดที่มีอันดับดีขึ้นในหมวดนี้ส่วนใหญ่เป็นผลจากการสำรวจความคิดเห็นผู้บริหารภาคธุรกิจ ซึ่งเป็นประเด็นที่สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้บริหารต่อการบริหารงานภาครัฐ เช่น ความสามารถในการปรับเปลี่ยนนโยบายของภาครัฐต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ การตัดสินใจของภาครัฐที่มีการนำไปปฏิบัติอย่างมีประสิทธิผล ความโปร่งใสของการดำเนินนโยบายภาครัฐ รวมถึงด้านความสมานฉันท์ในสังคม นอกจากนี้ ดัชนีชี้วัดด้านการกระจายรายได้ (GINI coefficient) ก็แสดงให้เห็นถึงการกระจายรายได้ที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตเกี่ยวกับหมวดย่อยด้านกฎหมายธุรกิจ ที่ถึงแม้จะมีอันดับไม่ลดลง แต่ก็เป็นประเด็นที่ควรได้รับการปรับปรุงเนื่องจากยังมีอันดับต่ำอยู่มาก (อันดับที่ 51)

 

3. ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ (Business Efficiency)มีการปรับตัวดีขึ้น 1 อันดับจากอันดับที่ 25 ในปี 2557 มาเป็นอันดับที่ 24 ในปี 2558 โดยมีการปรับตัวดีขึ้นในด้านผลิตภาพและประสิทธิภาพ (จาก 49 เป็น 47) และแนวปฏิบัติด้านการบริหารจัดการ (จาก 26 เป็น 25) ในขณะที่ด้านการเงินอยู่ในระดับคงที่ (21) และมีการปรับตัวลดลงในหมวดย่อยด้านตลาดแรงงาน (จาก 5 เป็น 8) และด้านทัศนคติและค่านิยม (จาก 20 เป็น 24) อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าอันดับโดยรวมในหมวดนี้จะดีขึ้น แต่ประเด็นที่ยังควรได้รับการพัฒนาโดยเร็วคือด้านผลิตภาพและประสิทธิภาพที่ยังคงอยู่ในอันดับต่ำในทุกภาคเศรษฐกิจ

 

4. โครงสร้างพื้นฐาน มีการปรับตัวดีขึ้น 2 อันดับจากอันดับที่ 48 ในปี 2557 มาเป็นอันดับที่ 46 ในปี 2558 ถึงแม้จะมีอันดับลดลงเกือบทุกหมวดย่อยยกเว้นด้านการศึกษา (จาก 54 เป็น 48) โดยผลการจัดอันดับของเกือบทุกหมวดย่อยยังอยู่ในอันดับค่อนข้างต่ำ ในหมวดสาธารณูปโภคพื้นฐาน (จาก 28 เป็น 30) ประเด็นที่มีอันดับลดลงอย่างเห็นได้ชัดมาจากความเห็นของผู้บริหารที่ตอบแบบสำรวจเกี่ยวกับ การบริหารจัดการน้ำให้มีเพียงพอ การเข้าถึงทรัพยากรพื้นฐานและอาหาร การบริหารจัดการเมือง คุณภาพของการคมนาคมทางอากาศ และด้านอุปทานพลังงานในอนาคต

 

ในขณะที่ด้านโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี (จาก 41 เป็น 44) และโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ (จาก 46 เป็น 47) เมื่อพิจารณาดัชนีชี้วัดย่อยพบว่า มีหลายประเด็นของข้อมูลสถิติแสดงให้เห็นว่ามีการพัฒนาดีขึ้นแต่อันดับกลับลดลงหรือยังคงที่ เช่น การลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (Total Expenditure on R & D) ที่เพิ่มขึ้นทั้งโดยมูลค่าและสัดส่วนต่อ GDP ของประเทศ (จาก 1,340 ล้านเหรียญ สหรัฐฯ เป็น 1,856 ล้านเหรียญสหรัฐ ฯ และจาก 0.39% เป็น 0.48%) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าประเทศต่างๆ ต่างให้ความสำคัญและพัฒนาโครงสร้างด้านนี้อย่างเห็นได้ชัด และทำได้รวดเร็วกว่าประเทศไทย

 

ส่วนด้านบริการสุขภาพและสิ่งแวดล้อม (จาก 53 เป็น 54) ประเด็นที่ทำให้อันดับลดลงอย่างเห็นได้ชัด ได้แก่ สัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพต่อ GDP และผลกระทบของกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่มีต่อความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ ในขณะที่ด้านการศึกษาอันดับของดัชนีย่อยจำนวนหนึ่งเพิ่มขึ้นหรือคงเดิม โดยประเด็นที่ควรให้ความสนใจคือ ความสามารถทางภาษาต่างประเทศโดยเฉพาะภาษาอังกฤษและการเรียนการสอนด้านวิทยาศาสตร์ในโรงเรียน รวมถึง การศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยและด้านการบริหารจัดการให้ตอบสนองความจำเป็นของภาคธุรกิจมากขึ้น ซึ่งประเด็นเหล่านี้ จะมีผลต่อการก้าวข้าม Middle Income Trap ของประเทศไทย







###

ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับ TMA และ IMD

มากกว่า 15 ปี ที่ TMA มีบทบาทในด้านการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยร่วมเป็น Partner Institute กับ IMD World Competitiveness Center แห่งสถาบัน IMD (International Institute for Management Development) ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ในการสำรวจและจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศมาตั้งแต่ปี 2540  และได้ดำเนินการโครงการ Thailand Competitiveness Enhancement Program โดยความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมาตั้งแต่ปี 2552 ซึ่งกิจกรรมที่ดำเนินการได้กระตุ้นให้เกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และปัจจุบัน TMA ได้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (กพข.) และในคณะอนุกรรมการที่ กพข. แต่งตั้งขึ้นรวม 2 คณะ คือ คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และคณะอนุกรรมการด้านการจัดการข้อมูลและการสื่อสารประชาสัมพันธ์ 

 

ที่มา :  TMA.OR.TH

 

ป้ายโฆษณา

[ Home || About PSCMT ||  C.P.S. & C.P.K. || CPSM || Training & Seminar || News || Event || Download || FAQs ]

© 2005 Purchasing and Supply Chain Management Association of Thailand. All right reserved.
26/56 Chan Tat Mai Road, TPI Tower, 23rd floor, Tungmahamek, Sathorn, Bangkok, 10120 THAILAND
Tel. +66 2678 6786-7 Fax. +66 2678 6788