Tuesday 21st of November 2017
English (United Kingdom)Thai (ภาษาไทย)

news blog logo

สมาชิก เข้าสู่ระบบ


ป้ายโฆษณา

IFPSM

 

IFPSM Affiliates

ป้ายโฆษณา

Adv. C.P.S.

 

PMP

 

PMI

 

TPQI

 

CPSM Interview

ป้ายโฆษณา

Download Newsletter

ป้ายโฆษณา

 
ป้ายโฆษณา

ผู้สนับสนุนเว็บไซต์

ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
Home News Purchasing & Supply Chain News บริษัทญี่ปุ่นพันธุ์อึดโตสวนกระแส ‘เยน’ แข็ง

 

      ญี่ปุ่นเป็นอีกหนึ่งมหาอำนาจเศรษฐกิจโลกที่กำลังเผชิญภาวะยากลำบาก เช่นเดียวกับสหรัฐ และประเทศในยูโรโซน

        ทั้งสัดส่วนหนี้สาธารณะกว่า 200% ของจีดีพี เศรษฐกิจที่เข้าใกล้ภาวะถดถอย ตัวเลขการส่งออกที่ลดฮวบจากกรณีพิพาทกับจีน ต่างเป็นปัญหาที่มะรุมมะตุ้มยักษ์เอเชียรายนี้ ไม่นับรวมการแข็งค่าของเงินเยน ซึ่งกระทบอย่างมากต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่พึ่งพาการส่งออก

 

        ในระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา เงินเยนแข็งค่าขึ้น 34% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลกระทบต่อญี่ปุ่นในฐานะเครื่องจักรส่งออกของโลก บริษัทจำนวนมากจึงพากันย้ายฐานการผลิตไปยังต่างประเทศเพื่อแก้ปัญหาเงินเยนแข็งค่า ซึ่งพลอยทำให้ยอดขาดดุลการค้าของญี่ปุ่นหยั่งลึกขึ้น 

        แต่ท่ามกลางปัญหาค่าเงินที่ทำให้บริษัทญี่ปุ่นจำนวนมากปวดขมับ ยังมีบริษัทบางแห่งที่ทำผลงานได้โดดเด่น ทั้งที่ธุรกิจพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก ซึ่งไม่ใช่แค่พอประทังให้ธุรกิจอยู่รอด แต่ยังเติบโตสวนกระแสในขณะที่บริษัทร่วมชาติรายอื่นๆ กำลังทุกข์ยากจากปัญหาค่าเงิน

 

        “ทามากาวา เซกิ โค.” บริษัทญี่ปุ่นเก่าแก่อายุ 74 ปี ที่ตั้งอยู่ในสวนแอปเปิลบริเวณเทือกเขาแอลป์ใต้ในญี่ปุ่น บริษัทแห่งนี้มีบทบาทในฐานะฟันเฟืองตัวสำคัญของห่วงโซ่อุปทานแดนอาทิตย์อุทัย เพราะยังขยายการผลิตในบ้านอย่างแข็งแกร่งมากกว่าจะย้ายไปต่างประเทศ

 

        เคล็ดลับในการต่อกรกับเงินเยนที่แข็งค่าของบริษัททามากาวา เซกิ โค. อยู่ที่ระบบเซ็นเซอร์และอุปกรณ์ตรวจจับทิศทางที่ล้ำสมัยของบริษัท ซึ่งนำไปใช้ในรถยนต์ไฮบริด เครื่องบินรบ จนถึงดาวเทียม และเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่สามารถแทนที่กันได้ง่ายไม่ว่าจะราคาเท่าใด ในปีนี้ บริษัทเพิ่มสายการประกอบชิ้นส่วนในโรงงาน 3 แห่งทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มการผลิตเซ็นเซอร์สำหรับรถยนต์ไฮบริด 15% เป็น 10 ล้านหน่วยต่อปี

 

        “โนริฟูมิ ฮาจิโมโต” ประธานของทามากาวา เซกิ โค. บอกว่า คู่แข่งโดยตรงๆ ในสหรัฐล้มหายตายจากไปมาก เนื่องจากการควบรวมกิจการเพื่อสร้างซัพพลายเออร์รายใหญ่ ซึ่งไม่สนใจการผลิตชิ้นส่วนแบบเดี่ยวๆ ทำให้บริษัทเหล่านั้นไม่รั้งตัวพนักงานที่เชี่ยวชาญด้านเทคนิคไว้ และปล่อยให้เทคโนโลยีที่มีเสื่อมถอยไป ดั้งนั้น จึงไม่จำเป็นที่บริษัทจะต้องไปตั้งโรงงานในต่างประเทศ เพื่อก้าวสู่การเป็นบริษัทระดับโลก

 

       หนึ่งในลูกค้ารายใหญ่ของทามากาวา เซกิ โค. คือ โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ป แต่บริษัทก็ส่งสินค้าให้เจนเนอรัล มอเตอร์ส และโฟล์คสวาเก้น รวมถึงสบายใจกับสถานะที่เกือบจะผูกขาดห่วงโซ่อุปทานรถยนต์ ในส่วนของระบบเซ็นเซอร์ความเคลื่อนไหวที่นำไปใช้ในระบบเครื่องยนต์ เพื่อเปลี่ยนจากระบบน้ำมันเป็นเครื่องยนต์ไฟฟ้าโดยไม่สะดุดและไม่ส่งเสียงดัง

 

        นอกจากนี้ บริษัทยังส่งสินค้าให้กับฟ็อกซ์คอนน์ เทคโนโลยี กรุ๊ป ซึ่งประกอบชิ้นส่วนส่งให้กับยักษ์ไอทีชั้นนำอย่างแอ๊ปเปิ้ล เพื่อนำไปใช้กับหุ่นยนต์ประกอบชิ้นส่วนในโรงงาน รวมถึง “แอร์บัส” และ “โบอิ้ง” ก็ใช้ระบบช่วยบินอัตโนมัติของทามากาวา เซกิ โค.

 

        ผู้ส่งออกญี่ปุ่นรายอื่นๆ ที่เติบโตสวนกระแสเยนแข็ง รวมถึง “โอกาโน โคเกียว โค.” ผู้ผลิตเข็มฉีดยาความหนาเพียง 0.2 มิลลิเมตร “มิคุโร สปริง โค.” ผู้ผลิตสปริงไส้ปากกาลูกลื่นที่มีส่วนแบ่งตลาด 70% “ยามาจู เซรามิกส์ โค.” ผู้ผลิตเวเฟอร์คริสตัลสำหรับใช้ส่งผ่านเสียงในโทรศัพท์มือถือ ซึ่งมีส่วนแบ่ง 30% ในตลาดโลก และ “เมเซ อินดัสตรี โค.” ผู้ผลิตสายไฟฟ้าที่ใช้ส่งกระแสไฟยังอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน บริษัทมีส่วนแบ่ง 1 ใน 3 ของตลาดโลก

 

        บริษัทรายเล็กรายน้อย ที่สามารถยืนหยัดท่ามกลางค่าเงินเยนที่แข็งขึ้นมากมีไม่มากนัก เพราะในปี 2554 มีผู้ส่งออกขนาดกลางและเล็กราว 60% ต่างได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้ ขณะที่อีก 40% ไม่ได้รับผลกระทบ

 

        ความยืดหยุ่นเป็นสิ่งที่อธิบายว่าทำไมผู้ผลิตญี่ปุ่นระดับหัวกะทิจึงยังคงยืนหยัดได้ในเวทีโลก แม้จะถูกกระแทกจากค่าเงินเยนที่แข็งขึ้น รวมถึงมีแนวโน้มจะเก็บเกี่ยวผลกำไรได้มากมาย หากเงินเยนหลุดพ้นจากการแข็งค่าทุบสถิติเมื่อเทียบกับดอลลาร์และสกุลเงินอื่นๆ ซึ่ง “ทากาชิ มาสุดะ” หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากกลุ่มคลังสมองโทเรย์ คอร์ปอเรต บิสซิเนส รีเสิร์ช อิงค์ ให้ความเห็นว่า ผู้ผลิตเฉพาะกลุ่มเหล่านี้แทบจะไม่ได้รับผลกระทบต่อสินค้า ไม่ว่าเงินเยนจะแข็งค่ามากเท่าไรก็ตาม

 

       ทามากาวา เซกิ โค. ยกนิ้วให้กับความสามารถด้านเทคโนโลยีของบริษัท และลูกค้าที่ภักดีต่อแบรนด์ ทำให้บริษัทยังยืนหยัดอยู่ได้ โดยเมื่อปีที่แล้ว บริษัทมียอดขายแตะ 3.26 หมื่นล้านเยน (395 ล้านดอลลาร์) เติบโตต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 หลังได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยเมื่อปี 2552 จนยอดขายเหลือ 2.42 หมื่นล้านเยน

 

       ขณะที่บริษัทรถยนต์ระดับโลก ต่างถูกฟาดงวงฟาดงาจากปัญหาในยุโรป ทั้งภาวะเศรษฐกิจถดถอย และเงินยูโรที่อ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว แต่ทามากาวา เซกิ โค. กลับเพิ่งเปิดสำนักงานขายที่เยอรมนี เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีพนักงานเต็มเวลา 6 คน และบริษัทมีแผนจะส่งออกสินค้าไปยังยุโรป และตั้งเป้าจะเพิ่มยอดขายเป็น 2 เท่าภายใน 5 ปีข้างหน้า หลังจากปีที่แล้วทำยอดขาย 4 พันล้านเยน

 

       แม้แต่ในตลาดจีนที่มีสัญญาณการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ บริษัทก็เข้าไปเปิดโรงงานแห่งแรกสำหรับผลิตชิ้นส่วนที่ใช้ในหุ่นยนต์เพื่ออุตสาหกรรม

 

       น่าสนใจว่า บริษัทเล็กๆ แห่งนี้สามารถยืนอยู่แถวหน้าในยามที่ญี่ปุ่นเผชิญมรสุม เพราะบริษัทให้ความสำคัญกับงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนา เพื่อผลิตฮาร์ดแวร์เฉพาะ ตั้งแต่แกนทำความร้อนเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ และชิ้นส่วนที่ใช้ภายนอกของยานอวกาศ แม้จะมีสัดส่วนไม่ถึง 5% ของยอดขาย

 

       ทามากาวา เซกิ โค. ป้อนชิ้นส่วนแท่งเชื้อเพลิงที่ใช้ในโรงงานนิวเคลียร์ทุกแห่งในญี่ปุ่น ชิ้นส่วนส่วนใหญ่ที่ใช้ในแขนกลหุ่นยนต์ในสถานีอวกาศนานาชาติ และเซ็นเซอร์สำคัญๆ ในหุ่นยนต์สำรวจดาวอังคาร “คิวริออสซิตี้” ของนาซ่า รวมถึงการจัดซื้อของกระทรวงกลาโหมมีสัดส่วนราว 20% ของยอดขายทั้งหมดของบริษัท ส่วนใหญ่เป็นเทคโนโลบีชั้นสูงที่ใช้ในอากาศยานและขีปนาวุธ

 

        นอกจากนี้ บริษัทก็ผลิตสินค้าสำหรับตลาดแมสในอุตสาหกรรมรถยนต์ ซึ่งทำยอดขายได้ราว 35% ของทั้งหมด ตามมาด้วยชิ้นส่วนที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม ทำยอดขายเป็นอันดับ 2

 

       เทคโนโลยีของทามากาวา เซกิ โค. แตกดอกผลมาจากความต้องการของโตโยต้า ก่อนหน้าที่จะผลิตรถยนต์ไฮบริด “พริอุส” รุ่นแรก ซึ่งจะมีกลไกสำหรับเปลี่ยนจากระบบเครื่องยนต์ใช้น้ำมันไปใช้มอเตอร์ไฟฟ้า และค่ายรถรายนี้ขอให้ซัพพลายเออร์ผลิตชิ้นส่วนจำนวนมาก เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการที่จะเพิ่มขึ้นของรถพริอุสเจนเนอเรชั่นต่อมา ซึ่งทามากาวา เซกิ โค. ยังดื้อแพ่ง และโตโยต้าต้องกล่อมให้เชื่อ

 

       ประธานฮาจิโมโต บอกว่า ในตอนนั้นบริษัทไม่มั่นใจว่าจะสามารถปรับการผลิตให้ได้ตามขนาดที่ต้องการ ในขณะที่ต้องรักษามาตรฐานระดับสูงเอาไว้ แต่ในที่สุด บริษัทก็ตระหนักได้ว่า หากเราไม่เริ่มต้น ก็คงมีคนอื่นทำอยู่ดี และถึงตอนนี้เราก็ไม่เสียใจ

 

      นับจากนั้นมา ความต้องการระบบเซ็นเซอร์ในรถยนต์ก็เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเตะตาบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนรายใหญ่อย่าง “มินิแบ โค.” ซึ่งหันมาลงทุน 1 พันล้านเยน ในโรงงานที่เมืองไทย เพื่อแข่งขันในตลาดเซ็นเซอร์สำหรับรถไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้า

 

       แม้คู่แข่งขนาดใหญ่กว่าจะสร้างความท้าทายให้ทามากาวา เซกิ โค. แต่บริษัทไม่กลัวที่จะสูญเสียสถานะจ่าฝูงในตลาดนี้ เพราะยังมีชิ้นส่วนอื่นๆ อีก อาทิ อุปกรณ์จับทิศทางอิเล็กทรอนิกที่ใช้ในระบบแจ้งพิกัด หรือจีพีเอส ซึ่งสามารถใช้ป้องกันรถลื่นไถลออกจากท้องถนน และกำลังเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับความนิยม เพราะรถยนต์สามารถทำงานอัตโนมัติในกรณีที่ผู้ขับขี่สูญเสียการควบคุมพวงมาลัย อย่างในเวลาที่ต้องขับรถบนท้องถนนที่เต็มไปด้วยหิมะ 

ที่มา : http://www.bangkokbiznews.com 

 

ป้ายโฆษณา

[ Home || About PSCMT ||  C.P.S. & C.P.K. || CPSM || Training & Seminar || News || Event || Download || FAQs ]

© 2005 Purchasing and Supply Chain Management Association of Thailand. All right reserved.
26/56 Chan Tat Mai Road, TPI Tower, 23rd floor, Tungmahamek, Sathorn, Bangkok, 10120 THAILAND
Tel. +66 2678 6786-7 Fax. +66 2678 6788