Sunday 24th of September 2017
English (United Kingdom)Thai (ภาษาไทย)

news blog logo

สมาชิก เข้าสู่ระบบ


ป้ายโฆษณา

IFPSM

 

IFPSM Affiliates

ป้ายโฆษณา

Adv. C.P.S.

 

PMI

 

TPQI

 

CPSM Interview

ป้ายโฆษณา

Download Newsletter

ป้ายโฆษณา

 
ป้ายโฆษณา

ผู้สนับสนุนเว็บไซต์

ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
Home News Purchasing & Supply Chain News ไทยได้หรือเสียในเส้นทางเออีซีปี 2558

เหลือเวลาไม่ถึง 3 ปี ไทยจะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซีซึ่งจะเป็นทั้งโอกาสและอุปสรรค ผู้ที่อยู่ในแวดวงมองเรื่องนี้อย่างไร
โดย : นฤมล ขรภูมิ ประธานคณะกรรมการหอการค้าจังหวัดระนอง

        ในฐานะที่ดิฉันเป็นประธานคณะกรรมการหอการค้าจังหวัดระนอง  ในมุมมองของดิฉันในบทบาทผู้ส่งเสริมผู้ประกอบการค้าชายแดน จังหวัดระนองเป็นจังหวัดหนึ่งที่มีพื้นที่ติดกับประเทศพม่า จึงขอใช้เวทีนี้ในการพูดถึง การค้าระหว่างประเทศ เฉพาะ ไทย-พม่า เท่านั้น เพราะทั้ง สองประเทศ ก็เป็นสมาชิกอาเซียนทั้งคู่ เป็นที่ทราบกันดีว่า ในปี พ.ศ. 2558 ประเทศ CLMV  จะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน 100 % เต็ม

 

        เมื่อมองไปข้างหน้า อีก 3 ปีเท่านั้น เราพร้อมหรือยัง ?? นี่คือคำถามที่ ทุกเวทีต้องถามถึง ถ้ามองแบบภาพฉายในเวทีต่างๆ ดูเหมือนจะสวยหรู และมีความพร้อมแล้ว แต่ถ้ามองกันให้ลึกซึ้ง

 

       ในมุมมองของดิฉัน พบว่า ภาพจริงที่ฉายอยู่เปรียบเหมือนภาพจิกซอว์ ที่ยังขาดหายไป บางช่อง ทำให้ไม่สามารถต่อภาพให้สมบูรณ์ได้ เพราะ ประเทศไทย ไม่มีหน่วยงานที่รับผิดชอบ AEC ตัวจริง มีแต่หน่วยงานที่ต่างคนต่างรับผิดชอบ ไม่ว่า จะเป็น กรมการค้าต่างประเทศ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ   กระทรวงพาณิชย์ ก็ต่างเดินบทบาทของตนเอง แต่ เมื่อมีปัญหา ก็ไม่สามารถมองหา หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงได้ และไม่สามารถผลักดัน ปัญหาต่างๆ ให้บรรลุเป้าหมายได้

 

       ประเทศไทยได้จัดทำความตกลงการค้าเสรี หรือ FTA (Free Trade Agreement) กับ 10 ประเทศในอาเซียน แต่การจัดทำความตกลงการค้าเสรี ของแต่ละประเทศ ก็ยังต้องคำนึงถึง ภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการ SME และที่ต้องคำนึงถึงเป็นอย่างยิ่ง คือ เกษตรกรไทย ที่ประเทศไทยต้องปกป้อง จึงทำให้เกิดความซับซ้อนของความตกลงการค้าเสรีในภูมิภาค ก่อให้เกิดอุปสรรคทางการค้าและความยุ่งยากในการทำธุรกิจ

 

        แม้โดยรวมกฎถิ่นกำเนิดสินค้าจะมีผลกับเพียงเฉพาะกลุ่มเท่านั้น แต่การค้าระหว่างประเทศ ระหว่าง ไทย-พม่า ก็ยังเป็นอุปสรรคอยู่มาก โดยเฉพาะ สินค้าไม้และไม้แปรรูปทุกชนิด รวมทั้งสิ่งประดิษฐ์ เครื่องใช้ ที่ทำด้วยไม้ ที่นำเข้ามาทางด่านศุลกากร ที่กระทรวงพาณิชย์กำหนดไว้ในระเบียบ (ยกเว้นสินค้าที่ส่งมาจากประเทศที่มิได้มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศไทย) ต้องมีใบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin : C/O) เพื่อป้องกันการลักลอบตัดไม้ในประเทศไทยแล้วแอบอ้างเป็นไม้ที่นำเข้าจากต่างประเทศ

 

        จึงทำให้ด่านศุลกากรบริเวณชายแดนทั้งหมด 17 จังหวัด ที่มีชายแดนติดกับประเทศพม่าและประเทศลาว จำเป็นต้องใช้ใบรับรองถิ่นกำเนิด ในการนำเข้าไม้ ถ้ามองโดยข้อกฎหมายและวิธีการ จะพบว่ามาตรการดังกล่าว น่าจะเป็นการดีกับทั้งสองประเทศ แต่ในทางปฏิบัติ พบว่า ด้วยข้อจำกัดและเทคโนโลยีของประเทศพม่า จึงส่งผลให้ต้นทุนในการทำธุรกรรมทางการค้าสูงขึ้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SME ไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนเหล่านี้ได้

 

       อีกทั้งยังทำให้สินค้าไม้แปรรูปมีต้นทุนสินค้าที่สูงขึ้น หากพิจารณาแล้ว ด่านศุลการกรจังหวัดระนองเป็นด่านทางน้ำ ซึ่งสามารถควบคุมการนำเข้า และส่งออกได้ อีกทั้งสินค้าไม้แปรรูป ที่นำเข้าจากประเทศพม่า เป็นสินค้าที่นำเข้า โดยเรือสัญชาติพม่าและเป็นไม้แปรรูป เปิดปีกไม้เรียบร้อย

 

        หากรัฐบาลให้ความสำคัญในการแก้ไขกฎระเบียบที่เรารู้จัก ในนาม Non-tariff trade barrier เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันทางการค้า เพื่อรองรับประชาคมอาเซียนในปี พ.ศ. 2558  ไทยน่าจะได้รับประโยชน์ จากการทำความตกลงทางการค้า FTA มากกว่า

 

        ปัจจุบันนอกจากสินค้าไม้แปรรูปแล้ว ประเทศไทยยังมีสินค้าเกษตรอีกหลายชนิด เช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ที่ประเทศไทย ได้สร้างกฎระเบียบต่างๆ เพื่อ ปกป้องชาวเกษตรกร แต่ผลจากกฎระเบียบต่างๆ จึงเป็นดาบสองคม ที่กลับมาทำร้ายการค้าระหว่างประเทศเอง ดังตัวอย่างการขาดน้ำมันปาล์ม อย่างรุนแรงในต้นปี พ.ศ. 2554

 

        ในมุมมองของภาคเอกชน หากเราเตรียมตั้งรับ และ รู้จักรุก เราจะสามารถ ทำการค้าระหว่างประเทศ ในประชาคมอาเซียน แบบ Win-Win โดยจะต้อง

1.ศึกษาหาแหล่งวัตถุดิบ รวมถึงสินค้ากึ่งสำเร็จรูป เพื่อสร้างความได้เปรียบด้านต้นทุน ทั้งราคา และคุณภาพ

 

2.ศึกษารสนิยมความต้องการของตลาดอาเซียน เพื่อขยายตลาดให้ใหญ่ขึ้น และใช้ประโยชน์ จาก economy of scale

3.ศึกษาความเป็นไปได้จากการย้ายฐานการผลิต สามารถย้ายฐานการผลิต ไปยังประเทศแหล่งวัตถุดิบ และ มีแรงงานราคาถูก

4.มอง CLMV โดยวิสัยทัศน์ใหม่ ใช้ CLMV เป็นฐานในการส่งออกไปนอก AEC โดยใช้ประโยชน์จากสถานะ Least Developed Countries :  LCDs

 

5.ศึกษาเรียนรู้คู่แข่ง  เพราะต่อไปเราจะไม่มีคู่แข่งแต่ภายในประเทศ แต่ยังมีคู่แข่งใหม่จากอาเซียน รวม ถึง อาเซียน +3 หรือ +6 อีกด้วย

6.เร่งสร้างจุดแข็ง และ ลดจุดอ่อน ขององค์กร  และสร้างความแตกต่างด้วย นวัตกรรมใหม่ๆ

7.ศึกษาและสร้างแรงจูงใจ ให้แรงงานที่มีฝีมือ ไม่เคลื่อนย้ายไปอยู่ที่อื่น

 

คำถาม ??? ที่ภาคเอกชนยังต้องการคำตอบจากภาครัฐ  ด้านการลงทุน และ การเงิน
1.จะไปตั้งฐานการผลิตที่ไหนดี
2.จะย้ายฐานการผลิตไปทั้งหมด หรือ ไปบางส่วน
3.จะปลอดภัยไหม
4.จะลงทุนเอง หรือ ร่วมทุน
5.จะเอาเงินกลับประเทศอย่างไร

 

        หากภาครัฐและภาคเอกชน ร่วมมือกันอย่างจริงจังที่จะผลักดัน ประเทศไทย ไปสู่ประชาคมอาเซียนอย่างแท้จริงแล้ว  ในปี พ.ศ. 2558 ไทย ย่อมได้รับประโยชน์จากประชาคมอาเซียนอย่างแน่นอน

 

 

 

 

ที่มา : กรุงเทพธูรกิจ ออนไลน์

 

ป้ายโฆษณา

[ Home || About PSCMT ||  C.P.S. & C.P.K. || CPSM || Training & Seminar || News || Event || Download || FAQs ]

© 2005 Purchasing and Supply Chain Management Association of Thailand. All right reserved.
26/56 Chan Tat Mai Road, TPI Tower, 23rd floor, Tungmahamek, Sathorn, Bangkok, 10120 THAILAND
Tel. +66 2678 6786-7 Fax. +66 2678 6788