Tuesday 21st of November 2017
English (United Kingdom)Thai (ภาษาไทย)

news blog logo

สมาชิก เข้าสู่ระบบ


ป้ายโฆษณา

IFPSM

 

IFPSM Affiliates

ป้ายโฆษณา

Adv. C.P.S.

 

PMP

 

PMI

 

TPQI

 

CPSM Interview

ป้ายโฆษณา

Download Newsletter

ป้ายโฆษณา

 
ป้ายโฆษณา

ผู้สนับสนุนเว็บไซต์

ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
Home News Purchasing & Supply Chain News ถึงเวลา... "หรี่ไฟ"

โดย : ชัยณรงค์ กิตินารถอินทราณี

       การปิดซ่อมท่อส่งก๊าซยาดานาไม่ได้ส่งผลกระทบแค่เพียง "ไฟดับ" เท่านั้น หากยังเป็นคำถามสำคัญถึงการบริหารพลังงานของประเทศไทยในวันพรุ่งนี้

 

      ข่าวการปิดซ่อมแท่นขุดเจาะก๊าซธรรมชาติแหล่งยาดานา สหภาพเมียนมาร์ และความเสียหายของท่อส่งก๊าซไทย-มาเลเซียจากอุบัติเหตุการทิ้งสมอเรือ ทำให้ปริมาณก๊าซกว่า 1,370 ล้านลูกบาศก์ฟุต (หรือคิดเป็น 1 ใน 4 ของปริมาณการใช้ทั้งประเทศ) หายไปจากสารบบพลังงานของประเทศไทยระหว่างวันที่ 5-12 เมษายน พ.ศ.2556 จนอาจเป็นชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้ประเทศไทย "ไฟดับ" ช่วงเวลาดังกล่าว

 

        เรื่องนี้ทำให้กระแสวิกฤติพลังงาน "ร้อน" ขึ้นมาทันที

 

       ก่อนจะถึงวันนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชนได้มีความพยายามในการแก้ปัญหาเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเจรจาเลื่อนการหยุดซ่อมบำรุง เตรียมแผนการบริหารจัดการ ทั้งเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าสำรอง จัดโซนนิ่งพื้นที่ไฟดับ กระทั่งมองหาแหล่งพลังงานอื่นๆ เข้ามาทดแทน

 

        เหตุการณ์นี้ได้แตกประเด็นออกไปสู่ข้อสังเกตในแง่มุมหลากหลาย อาทิ การพัฒนาแหล่งพลังงานทางเลือกเพื่อเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ โรงไฟฟ้าถ่านหิน - นิวเคลียร์ หรือแม้แต่เล่ห์กลของกระบวนการ "ปั่นราคา" พลังงานจากบริษัทข้ามชาติ

 

        ไม่ว่า การหยุดจ่ายก๊าซ 2 ครั้ง ในรอบ 2 ปี (8-17 เมษายน 2555 และ 5 - 12 เมษายน 2556) จะมี "นัยยะ" หรือ "วาระซ่อนเร้น" อะไรอยู่ก็ตาม

 

        แต่คำถามถึงพลังงานในวันพรุ่งนี้ ก็เกิดขึ้นในใจคนไทยแล้ว

 

        เมืองโต ไฟลาม

 

        ทั้งแง่พฤติกรรม และความจำเป็น ปฏิเสธไม่ได้ว่าชีวิตคนเราวันนี้ ผูกติดกับพลังงานเสียเป็นส่วนใหญ่ ตั้งแต่สวิตซ์ไฟตรงหัวเตียงไปจนถึงจอแอลอีดีกลางใจเมือง

 

       ตลอด 24 ชั่วโมง การหมุนเวียนของ ไฟฟ้า ก๊าซ น้ำมันเชื้อเพลิง ในทุกภาคส่วนของประเทศ เติบโตขึ้นตามกลไกการตลาดอย่างเห็นได้ชัด

 

      "ที่บ้านมีคนอยู่ 5 คน แอร์ 5 เครื่อง ตู้เย็น 4 เครื่อง เครื่องซักผ้า1 เครื่อง เครื่องอบผ้า 1 เครื่อง ค่าไฟเดือนนึงประมาณ 5 - 6 พันบาทครับ" ใครบางคนสาธยาย

 

"แค่หลักพันค่ะ เพราะกลางวันไม่มีใครอยู่บ้าน"

 

หรือไม่ก็...

 

"จากเคยจ่ายเดือนละ 500 อยู่กัน 4 คนไม่มีแอร์ วันนี้มีครอบ แอร์ ทีวี ตู้เย็น ล่าสุด 2,490 บาท"

 

ปีที่ผ่านมา (2555) จากสถิติของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) พบว่า ประเทศไทยมีการใช้ไฟฟ้าสูงสุดหรือที่เรียกว่า "Peak load" ถึง 7 ครั้ง โดยสถิติการใช้ไฟฟ้าสุงสุดอยู่ที่ 26,121 เมกะวัตต์ ในวันที่ 26 เมษายน 2555 เวลา 14.30 น.

 

...เป็นสถิติ "สูงสุด" เท่าที่เคยมีมา

 

และปี 2556 นี้ ตัวเลขประมาณการความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดคาดว่าจะอยู่ที่ 27,000 - 30,000 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้นอีกราว 5 เปอร์เซ็นต์

 

สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) รายงานถึงสถานการณ์การใช้พลังงานของประเทศโดยรวมพบว่า มีสัดส่วนเพิ่มสูงขึ้น แบ่งเป็น การใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น 4.6 เปอร์เซ็นต์ ก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้น 9.2 เปอร์เซ็นต์ ถ่านหินนำเข้าเพิ่มขึ้น 14.6 เปอร์เซ็นต์

 

การใช้ไฟฟ้าที่ผลิตได้ทั้งในประเทศ และต่างประเทศเพิ่มขึ้น 3.4 เปอร์เซ็นต์ โดยมีมูลค่า 2.129 ล้านล้านบาท จากที่อยู่ในระดับ 1.947 ล้านล้านบาทเมื่อปี 2554 คิดเป็น 9.4 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าเพิ่ม ขณะที่การนำเข้าพลังงานมีมูลค่ารวม 1.44 ล้านล้านบาทก็เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 16.7 เปอร์เซ็นต์ จากที่อยู่ในระดับ 1.236 ล้านล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นมูลค่าจากการนำเข้าน้ำมันดิบถึง 78 เปอร์เซ็นต์

 

แต่การสำรองไฟฟ้ากลับมีสัดส่วนน้อยนิด โดยเฉพาะในช่วงเวลาดังกล่าว พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้ให้สัมภาษณ์แสดงความกังวลอย่างชัดเจนถึงปริมาณสำรองไฟที่ กฟผ.ได้จัดทำข้อมูลไว้ วันที่ 5 เมษายน 2556 นั้นจะเหลือไฟสำรองเพียง 2 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณการผลิตไฟฟ้าทั้งประเทศ ซึ่งห่างจากตัวเลข "สำรองไฟ" ของ มนูญ ศิริวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานค่อนข้างมาก

 

15 เปอร์เซ็นต์คือ "มาตรฐาน" แต่สำหรับประเทศไทย "ระยะปลอดภัย" ควรอยู่ที่ 20 เปอร์เซ็นต์

 

ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะความเสี่ยงด้านเชื้อเพลิงที่นำก๊าซธรรมชาติมาใช้ในกระบวนการผลิตไฟฟ้าสูงถึง 65 เปอร์เซ็นต์ ถือเป็นการพึงพิงพลังงานชนิดเดียวมากเกินไป

 

อีกด้าน...

 

สีสันของยามค่ำคืน (อันเป็นผลพวงส่วนหนึ่งของพลังงานที่สร้างความศิวิไลซ์ให้แก่มหานคร) มลพิษทางแสง หรือ Light pollution ก็กำลังทำลายระบบนิเวศอยู่อย่างเงียบเชียบ

 

บทความในนิตยสาร "เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก" ของ เวอร์ลิน คลิงก์เคนเบอร์ ระบุว่า ไม่เพียงแต่จะรบกวนธรรมชาติของกลางวันกับกลางคืนเท่านั้น หากยังส่งผลต่อวัฏจักรของมนุษย์และสัตว์ อันส่งผลให้กิจกรรมต่างๆ ในชีวิตเปลี่ยนไปด้วย

 

กลางคืนที่สั้นลงอันเนื่องมาจากแสงประดิษฐ์ทำให้นกหลายชนิดวางไข่เร็วขึ้นในฤดูวางไข่ และการที่ช่วงกลางวันยาวขึ้นทำให้นกมีเวลาหาอาหารนานขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อตารางเวลาการอพยพย้ายถิ่น ชายหาดของเต่าทะเลก็หายากขึ้น และสร้างความสับสนระหว่างเส้นขอบฟ้ากับผิวถนนจนกลายเป็นเหยื่อของการจราจรนับแสนตัวต่อปี

 

ผลวิจัยอย่างน้อยชิ้นหนึ่งระบุว่า อัตราการป่วยเป็นมะเร็งทรวงอกที่สูงขึ้นในผู้หญิงอาจมีความสัมพันธ์โดยตรงกับแสงสว่างยามค่ำคืนละแวกบ้านก็เป็นได้

 

หรือกรณีของเขตซัฟฟอล์ก (Suffolk) ประเทศอังกฤษที่บริหารไฟถนน 55,000 ดวง ด้วยการ "ปิด" ในที่ๆ เหมาะสมหลังเที่ยงคืนไปแล้ว และลดกำลังไฟลง 60 เปอร์เซ็นต์สำหรับดวงที่เหลือ ผลก็คือ ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงไป 4,150 ตันต่อปี และประหยัดเงินประมาณ 50,000 ปอนด์ต่อปี พร้อมกับมลภาวะทางแสงด้วย

 

เทียบเคียงกับปริมาณไฟฟ้ากว่า 10,000 เมกกะวัตต์ที่กรุงเทพมหานครใช้แต่ละวัน ก็น่าคิดถึงอยู่ไม่น้อย

 

ชุมชนจัด(การ)ได้

 

ไม่ว่าจะเป็นนโยบายด้านพลังงาน หรือประโยครณรงค์ทรัพยากรที่มีความพยายามทำกันตลอดจะค่อนข้างสวนทางกับตัวเลขบนตารางค่าใช้จ่ายพลังงานที่เพิ่มขึ้น (หรือกำไรในกลุ่มบริษัทพลังงานที่สูงขึ้น) แต่การมองความมั่นคงในวันพรุ่งนี้ก็ยังคงต้อง "คิดต่อ" ทั้งภาคอุตสาหกรรม บริการ ขนส่ง และครัวเรือน

 

โครงการผลิตก๊าซชีวภาพเพื่อเป็นพลังงานทดแทนเพื่อผลิตไฟฟ้าให้ความร้อนเพื่อใช้ทดแทนนํ้ามัน หรือก๊าซธรรมชาติ ถือเป็นอีกทางเลือกในการช่วยขจัดปัญหาขยะล้นเมือง ลดของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรมโดยเฉพาะการปศุสัตว์ ซึ่งถือเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตกสำหรับประเทศไทยมาตั้งแต่ไหนแต่ไร

 

แต่มีข้อสังเกตจากหลายส่วนว่า ทำไมยังไม่มีการเอาจริงเอาจังกับ "ทางเลือก" นี้

 

ตรงกันข้าม วันนี้ หลายชุมชนได้เริ่มประยุกต์พลังงานที่มีอยู่รอบตัวอย่าง "ก๊าซชีวภาพ" ขึ้นมาใช้ได้เองอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว

 

หากถามถึงศักยภาพ ชาวบ้านห้วยบง ต.ป่าเซ่า อ.เมือง จ.อุตรดิตร์ สามารถช่วยยืนยันได้เป็นอย่างดี เพราะนอกจากจะสามารถจัดการ "ขี้วัว" 800 กองที่ "เกลื่อน" หมู่บ้าน ยังไม่นับเรื่องกลิ่นที่ตลบอบอวลชนิดคนเลี้ยงเองทุกวันก็ยังเบือนหน้าหนี "ก๊าซหุงต้ม" สำหรับใช้ในครัวเรือน ก็กลายเป็นคำตอบสำหรับโจทย์ข้อนี้

 

บ่อดินสำหรับใส่มูลสัตว์ ต่อท่อลงในถุงพลาสติกขนาดใหญ่ในบ่อดินขุดขนาด 4 เมตร กว้าง 2 เมตร ลึก 80 เซ็นติเมตร บนตัวถุงพลาสติกมีท่อส่งก๊าซเข้าไปยังบ้าน ขณะที่ด้านท้ายถุงทำบ่อพักสำหรับกาก หรือมูลวัวที่แห้งแล้ว หลักการทำงาน คือ มูลจากบ่อพักจะไหลเข้าไปในถุงพลาสติกเมื่อระเหยกลายเป็นไอ ก็จะได้ก๊าซมีเทน ซึ่งมีคุณสมบัติติดไฟส่งตามท่อไปยังครัวของบ้าน ขณะที่กากมูลสัตว์ที่เหลือจะถูกแรงดันไหลออกไปยังบ่อพักด้านหลังอีกที

 

"ใส่แค่วันละ 5 กิโลเท่านั้นแหละ" ศรชัย เชียงบุญญะ หนึ่งในชาวบ้านกลุ่มนำร่อง 18 บ่อ เล่าถึงปริมาณใช้งานที่สามารถใช้แทนก๊าซหุงต้มได้ตามปกติ ตั้งแต่เช้าจรดเย็น

 

แม้จะมีข้อจำกัดในเรื่องดินฟ้าอากาศอยู่บ้าง แต่ค่าใช้จ่ายการลงทุนบ่อก๊าซชีวภาพอยู่ราว 3,700 บาท มีอายุการใช้งานอยู่ราว 6-7 ปี ซึ่งเมื่อเทียบกับปริมาณค่าถังค่าแก๊สที่ต้องจ่ายแต่ละครั้ง

 

...คิดยังไงก็คุ้ม

 

เหมือนกับที่ พรเทพ สายพานิช ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 12 ต.สองพี่น้อง อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี ยืนยันว่า อย่างไร "เตาชีวภาพ" ที่ศึกษาค้นคว้า "ออนไลน์" และทดลองทำด้วยตัวเอง ก็สามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนลงไปอย่างเห็นได้ชัด

 

ไม่เท่านั้น เขายังสังเคราะห์เป็นองค์ความรู้เผยแพร่ให้กับคนที่สนใจนำเอาไปใช้ต่อได้อีกด้วย

 

หรือที่สมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาะสมุย ร่วมกับ เครือข่ายภาคประชาสังคมเกาะสมุย และมหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง ร่วมกันติดตั้ง "แก๊สหมักชีวภาพจากเศษอาหาร" ขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมพลังงานทางเลือกเมื่อต้นปีที่ผ่านมา และอีกหลายๆ ชุมชนทั่วประเทศ

 

ถือว่าเป็นความพยายามการจัดการด้านพลังงานของชุมชนที่เป็น "รูปธรรม" ที่สุดอย่างหนึ่ง

 

"ประหยัด" = วาระแห่งชาติ

 

การซื้อพลังงานจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งครองสัดส่วนมากถึงร้อยละ 52.28 หรือ 6,798.99 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง จากรายงานของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงานนั้น ทำให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ที่ผ่านมานั้นประเทศไทย "อาศัยจมูกคนอื่นหายใจ" มากแค่ไหน จึงไม่น่าแปลกใจว่า เมื่อประเทศเพื่อนบ้านมีปัญหาเกี่ยวกับระบบท่อส่งก๊าซ หรือแท่นขุดเจาะ ผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงมักเป็น "คนไทย"

 

"เมื่อก๊าซธรรมชาติมีปัญหา เราจะมีความเสี่ยงสูงมากกว่าประเทศที่เขากระจายการใช้เชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าออกไปหลายๆ ประเภท" ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานคนเดิมยืนยัน

 

แน่นอนว่า วันนี้ เสียงของกระแส "พลังงานสำรอง" จะยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ เหมือนอย่างที่ มนูญ สำทับถึงประเด็นนี้อยู่บ่อยครั้ง ทั้งในบทความ และตามคำสัมภาษณ์ว่า

 

"ในอนาคตพลังงานจะมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ และจะขยายเป็นประเด็นสาธารณะ"

 

สิ่งที่น่าห่วงสำหรับเขาก็คือ การนำเข้าพลังงาน 100 เปอร์เซ็นต์ในอนาคต

 

"พลังงานที่เหมาะสมกับประเทศไทยเรา ผมมองว่าเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นพลังงานสะอาด และเราก็มีพื้นที่รองรับแสงอาทิตย์ได้ตลอดทั้งปี แต่ว่าต้นทุนและค่าใช้จ่ายจะแพง และรัฐบาลต้องรับซื้อไฟที่แพงขึ้น อีกพลังงานหนึ่งที่น่าสนใจคือ พลังงานชีวมวล เพราะว่าเรามีเศษขยะ เศษวัสดุทางการเกษตร" เขาเอ่ยถึง "ทางเลือก"

 

ยังไม่ต้องนึกถึงการขอความร่วมมือ "ประหยัดพลังงาน" โดยเฉพาะ ภาคอุตสาหกรรม ที่มีการใช้พลังงานไฟฟ้าเกือบครึ่งหนึ่งของการใช้ทั้งประเทศ การสร้างสำนึกร่วมให้เกิดขึ้นกับคนในสังคมน่าจะเป็นพื้นฐานความเข้าใจแรกสุด

 

"ในกรุงเทพฯ ต่อหนึ่งครัวเรือน 4 คนกว่าๆ ใช้ไฟประมาณ 4,200 หน่วย (4,200 กิโลวัตต์ หรือเท่ากับ เครื่องซักผ้าแบบมีเครื่องอบผ้า 1.5 เครื่อง) ต่อปีก็เพียงพอแล้ว" พัฒนะ รักความสุข คณบดีคณะพลังงานสิ่งแวดล้อมและวัสดุ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีให้รายละเอียด ขณะที่แต่ละภูมิภาคก็จะมีค่าเฉลี่ยลดหลั่นแตกต่างกันไป

 

เมื่อบวกการสร้างสำนึกร่วมไปด้วย

 

"วันนี้คนเราใช้มือถือกันค่อนข้างเยอะนะ" อุดมศักดิ์ วทัญญูตระกูล หนุ่มออฟฟิศย่านรัชดาตั้งข้อสังเกตเมื่อถูกถามถึงสิ่งที่ "น่าจะ" สิ้นเปลืองพลังงาน โดยเฉพาะสมาร์ทโฟน ถ้าทำได้ เขาอยากให้ทุกคนหยุด "เล่น" โทรศัพท์กันคนละชั่วโมง เพราะยิ่งเล่นก็ยิ่งเปลือง

 

"อย่างเราวันหนึ่งชาร์ต 3 รอบ" รอยยิ้มนั้นมาพร้อมคำตอบ แอพลิเคชั่น อย่างไลน์ เฟซบุ๊ก หรือเกมในโทรศัพท์ คือตัวการสำคัญที่ทำให้เขาต้องพกแบตเตอรี่สำรองติดตัวตลอด

 

สานนท์ เจริญพันธุ์ นักศึกษาจากรั้วธุรกิจบัณฑิต บอกว่า เพียงการปิดไฟเท่านั้นก็สามารถช่วยประหยัดได้

 

"ปิดไฟ" เอาเข้าจริงก็ยังเป็นความท้าทายที่ผูกโยงกับความปลอดภัย และความเชื่อที่ว่า แสงสว่างทำให้อาชญากรรมลดลงอีกด้วย (ไม่นับเม็ดเงินกว่า 50,000 ปอนด์ หรือ ราว 2.2ล้านบาท ต่อปีที่เขตซัฟฟอล์กประหยัดไป) แต่ก็ต้องยอมรับว่า "พลังงาน" สำหรับแต่ละคนมีความจำเป็นแตกต่างกัน ซึ่งไม่ได้หมายความว่า จะทำให้เราสามารถเบียดเบียนการใช้พลังงานของกันและกันได้

 

ที่สุดแล้ว ทรัพยากรตกทอดจากอดีตนับล้านปีที่ได้รับมาจากธรรมชาตินั้นก็ยังคงเป็นภารกิจสำคัญของเราในการดูแล และส่งมอบให้กับคนรุ่นต่อไปแบบไหน

 

 

 

 

ที่มา : กรุงเทพธูรกิจ ออนไลน์

 

ป้ายโฆษณา

[ Home || About PSCMT ||  C.P.S. & C.P.K. || CPSM || Training & Seminar || News || Event || Download || FAQs ]

© 2005 Purchasing and Supply Chain Management Association of Thailand. All right reserved.
26/56 Chan Tat Mai Road, TPI Tower, 23rd floor, Tungmahamek, Sathorn, Bangkok, 10120 THAILAND
Tel. +66 2678 6786-7 Fax. +66 2678 6788