Sunday 24th of September 2017
English (United Kingdom)Thai (ภาษาไทย)

news blog logo

สมาชิก เข้าสู่ระบบ


ป้ายโฆษณา

IFPSM

 

IFPSM Affiliates

ป้ายโฆษณา

Adv. C.P.S.

 

PMI

 

TPQI

 

CPSM Interview

ป้ายโฆษณา

Download Newsletter

ป้ายโฆษณา

 
ป้ายโฆษณา

ผู้สนับสนุนเว็บไซต์

ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
Home News Purchasing & Supply Chain News มองการเมือง-เศรษฐกิจไทยในปี๕๖จะรอดหรือจะร่วง

 


ปี พ.ศ.๒๕๕๖ เป็นอีกปี ที่หลาย ๆ คนกำลัง จับตาดูว่า การเมืองที่อุณหภูมิค่อนข้างสูงใน ปี๕๖ เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ และการปรองดอง และยังไม่นับรวมบรรยากาศการหาเสียงการเลือกตั้ง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยหรือไม่ และถ้า กระทบจะกระทบมากน้อยแค่ไหน รวมไปถึง ปัจจัยภายนอก อย่าง กรณีปัญหาหน้าผาการคลังของสหรัฐและวิกฤติหนี้ยูโร จะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยหรือไม่  ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง ได้ให้มุมมองต่อเรื่องนี้ไว้น่าสนใจ ดังนี้

........................................

การเมืองไทยในปี ๒๕๕๖ คงจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นแน่ครับ เพราะว่าปัญหาที่คงจะเป็นไปมากที่สุดก็คือเป็นเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องนี้อาจเรียกได้ว่า "อุณหภูมิสูง" คงจะพอเดากันได้ คงจะร้อนแรงขึ้น แต่ว่าอุณหภูมิทางการเมืองนะครับ ถ้าเกิดขึ้นนั้นถามว่า ส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจอย่างไร ผมเรียนว่าจริง ๆ แล้ว ผลกระทบน้อยมากครับ ถ้าพูดถึงเรื่องการเมืองในเชิงของรัฐศาสตร์ ก็คงจะมีอุณหภูมิสูงขึ้น เพราะต้องยอมรับอยู่อีกอย่างหนึ่งว่า กระแสในการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น คงจะทำให้การแยกขั้วแบ่งฝ่ายยังคงดำเนินต่ออย่างไม่จบ เพราะว่าส่วนหนึ่งเป็นประเด็นปัญหาของการแยกขั้วแบ่งฝ่ายนั้นเป็นเรื่องที่เค้าเรียกว่าไม่มีทางบรรจบกันเลย เป็นเรื่องของหลักเกมศูนย์ ซีโร่ซัมเกม คือไม่คุ้มต่อกัน เพราะส่วนหนึ่งก็มาจากในด้านหนึ่ง เป็นด้านของการต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถ้าจะมองแก้เพื่อบุคคลนะครับก็เป็นส่วนหนึ่ง หรือ เป็นการแก้โดยอ้างถึงอุดมการณ์ ก็เป็นอุดมการณ์ประเภทที่เค้าเรียกว่าอาศัยเสียงข้างมาก ทีนี้เสียงข้างมากมันมี 2 แบบ เสียงข้างมากแบบที่เค้าเรียกว่า ประชาธิปไตยเสรีนิยม หรือ เสียงข้างมากธรรมดา เสียงข้างมากธรรมดานั้นก็เป็นเสียงข้างมากที่อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นเรื่องของการไม่คำนึงถึงเสียงข้างน้อย ซึ่งมองอีกด้านหนึ่งก็เป็นเผด็จการเสียงข้างมาก การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นยังไงก็ตามมีส่วนหนึ่งที่แก้ไม่ได้นั่นก็คือความเป็น "นิติรัฐ" กับการ "เสียดุล" นั่นก็คือเรื่องของ "องค์กรอิสระ" เพราะฉะนั้นภาพของอุดมการณ์ที่แตกต่างกันในลักษณะแนวคิดทั้ง 2 กลุ่มแบบนี้ มันไม่มีทางประสานกันเลย พูดง่าย ๆ มันมีการแตกต่างอุดมการณ์ที่ไม่มีวันที่ประสานกันเลยครับ เพราะฉะนั้นว่ากันไปแล้วเรื่องของปัญหาอุณหภูมิทางการเมืองในปีนี้ ก็คงจะเป็นเรื่องที่มีความร้อนแรงอยู่ เพียงแต่ว่าความร้อนแรงนี้จะไม่ได้ไปกระทบกับตัวเศรษฐกิจที่มันมีนัยสำคัญ ผมเรียนว่า มันมีผลกระทบบ้าง แต่ว่ามันน้อยครับ คือเราอธิบายอย่างนี้ครับ เราดูโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย เราพึ่งพาทางด้านเกี่ยวกับส่งออก ประมาณ 70 - 80% และก็ท่องเที่ยวประมาณ 70% เราดูเมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว ที่เกิดเหตุการณ์ชุมนุมที่ราชประสงค์ คงจำได้กันได้นะครับ ประท้วงกันอยู่หลายเดือนเลย แต่ในปีนั้นเศรษฐกิจขยายตัวได้ ร้อยละ 7.8 นะครับ เห็นได้ชัดเลยนะครับว่า เป็นการขยายตัวที่สูงที่สุด ในรอบกว่า 10 ปี  ทั้งนี้ก็พบว่า เหตุการณ์ทางการเมืองนั้นไม่ได้เป็นผลกระทบต่อเรื่อง ของตัว จีดีพี เพราะเนื่องจากโครงสร้างจีดีพี เราเนี่ย พึ่งพาการส่งออก กับการท่องเที่ยว อีกด้านหนึ่งที่จะอธิบายในส่วนนี้ก็คือว่า การประท้วงกันนี้ คิดว่าคำว่า "เสถียรภาพทางการเมือง" นั้น ต้องแยกมาเป็น 3 ประเภท



1.เสถียรภาพของระบบใหญ่ ซึ่งระบบนี้ก็คือเป็นระประชาธิปไตยเสรี ในแง่ของรูปแบบ แต่เนื้อหาจริง ๆ มันไม่ได้เป็นอย่างนั้น ดูจากรัฐธรรมนูญ ดูจากวิธีการปกครอง อ้างในเรื่องของประชาธิปไตยเสรีนิยม แต่เอาเข้าจริง ๆ ไม่ได้เป็นอย่างนั้น แต่ก็ถือว่าเป็นประชาธิปไตยเสรีนิยมในแง่รูปแบบนะครับ



2 ก็คือเสถียรภาพของระบบย่อย ระบบย่อยนี้ก็คือระบบรัฐสภา ซึ่งของเราก็เป็นลักษณะอย่างนั้น 

3 ก็คือเสถียรภาพของตัวรัฐบาล เสถียรภาพของตัวรัฐบาลผมคาดคิดว่าคงจะมีการประท้วง หรือ การใด ๆ ต่าง ๆ คงจะไม่ถึงกับไปนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในเชิงของเค้าเรียกว่า "อีเควสชั่น อินเควส" สถานการณ์ทางการเมือง เพราะฉะนั้นต่อให้เกิด สมมติว่ามีการยุบสภาหรือมีอะไร โอกาสที่พรรครัฐบาลที่ขณะนี้ ค่อนข้างจะเรียกว่าคุมเสียง โดยนโยบายต่าง ๆ หลายอย่างและมีโอกาสกลไกลอีกหลายเรื่องที่มีส่วนเป็นใจแก่รัฐบาล เพราะฉะนั้นมันมองในแง่นี้นะ อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงในตัว สมมติว่า เกิดจากการประท้วงการเปลี่ยนแปลงในแง่ของคณะรัฐบาล แต่ขณะเดียวกันเสียงข้างมาก ผมยังคิดว่ายังอยู่กับรัฐบาลชุดนี้ก็คือรัฐบาลเพื่อไทย หรือ พรรคพันธมิตรของเค้า เพราะฉะนั้นถ้ามองในแง่นี้ ผมคิดว่าสิ่งที่จะเป็นหัวหน้าทางเมืองอย่างเก่งที่สุด ก็นำไปสู่เรื่องของการเปลี่ยนแปลงตัวละครก็คือว่า "ตัวรัฐมนตรี" ซึ่งเป็นไปในตัวของมันเองอยู่แล้ว ผมเชื่อว่า รัฐบาลชุดนี้พยายามที่จะมีการเปลี่ยนแปลงคณะรัฐมนตรี ซึ่งจะเหมือนกับเป็นลูกเล่นทางการตลาด และก็พยายามที่จะเรียกว่าเอาใจคน (ส.ส.ในพรรค) ที่ยังไม่ได้ขึ้นมาเป็นรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เป็นเหมือนการแสดงออก เพื่อบอกใครต่อใครว่าใจเย็น ๆ ไว้ทุกคนได้หมด เพราะฉะนั้น เมื่อมองจากผลกระทบในแง่เศรษฐกิจตัวนี้ ผมคิดว่าคงไม่ได้เปลี่ยนแปลงในตัวเนื้อหาสาระอะไร แม้แต่ในส่วนพรรคร่วมรัฐบาล เพราะนั้นพูดง่าย ๆ เสถียรภาพของรัฐบาลในส่วนนี้ยังคงดีอยู่


เมื่อเป็นแบบนี้นโยบายของรัฐบาลนะครับ ที่มีนโยบายในแง่ของการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อการบริโภคมีบ้างในส่วนของการกระตุ้นในด้านของสาธารณูปโภคพื้นฐานกับเรื่องนั้น ซึ่งก็มีสัดส่วนเท่ากับประมาณ 1.5% ของจีดีพี ก็จะสรุปง่าย ๆ การเมืองที่ผมว่าร้อนแรงขึ้นแต่เนื่องจากว่ามันไม่ได้ไปกระทบกับเรื่องของตัวแนวนโยบายของรัฐบาล หรือ ตัวเสถียรภาพของตัวรัฐบาลในเชิงตนเอง เพราะฉะนั้นบวกกับเรื่องเสถียรภาพกับตัวแปลงของเศรษฐกิจมันขึ้นอยู่กับส่งออก เพราะฉะนั้น ผมมองในแง่นี้ การเปลี่ยนแปลงตัวเศรษฐกิจในปีหน้าคงจะไม่ได้มาจากการกระทบของการเมืองเท่าไหร่ อย่างเก่งที่สุดก็คือ เกิดมีอุหภูมิร้อนทางการเมือง หรือ มีการประท้วงกันแค่นั้น อย่างเก่งอาจะกระทบก็คือเรื่องของท่องเที่ยว ท่องเที่ยวในขณะนี้เราก็อธิบายได้เหมือนกันว่ามันจะนานขนาดไหนนะครับ ขนาด 3 ปีที่แล้วท่องเที่ยว มีการประท้วงที่ราชประสงค์อยู่นานหลายเดือน แต่ตอนจบปรากฏว่า ผลกระทบการท่องเที่ยวเกือบจะไม่มีเลยน้อยมาก เพราะว่า นักท่องเที่ยว ที่ได้มาไทยแล้วเที่ยวที่กรุงเทพไม่ได้ส่วนหนึ่งก็หนีไปต่างจังหวัด อีกส่วนหนึ่งก็มาเฮกันมาในตอนหลังจากที่สงบแล้ว เพราะฉะนั้นบทสมมติฐานอันนี้ผมคิดว่า ถ้าจะมองเศรษฐกิจในปีนี้ ๒๕๕๖ นะครับ ตัวการเมืองจะมีผลกระทบอย่างเก่งที่สุดก็คือผลกระทบต่อการท่องเที่ยวนิดหน่อย แต่ว่าทั้งปีเนี่ย ผมเชื่อว่า ยอดการท่องเที่ยว คงจะไม่แต่ต่างจากที่เคยประมาณการณ์เอาไว้ ประมาณ 10% หรือ 10 กว่านิดหน่อย เพราะฉะนั้นในปีนี้ผมก็คิดว่า ตัวที่จะเกี่ยวข้องจริง ๆ ก็คือตัวเสี่ยงจากต่างประเทศจะเป็นยังไงบ้าง?  ทุกวันนี้ผมคิดว่ารัฐบาลค่อนข้างจะโชคดี เพราะเนื่องจากว่า ผมคิดว่าปีนี้ จริง ๆแล้ว เรื่องของนโยบายของรัฐบาลที่มีผลต่อเศรษฐกิจค่อนข้างจะมีน้อย เพราะว่าโครงสร้างของเราพึ่งพาต่างประเทศถึง 70 - 80 % ทีนี้ ผมคิดว่าเศรษฐกิจโลกจะมีแนวโน้มในการขยายตัวใกล้เคียงกับปีที่แล้ว หรือ ดีกว่าปีกว่าปีที่แล้ว พูดง่าย ๆ เลยผม มองว่าเศรษฐกิจโลกปีนี้จะดีกว่าปีที่แล้วในด้านเศรษฐศาสตร์อย่างที่ผมคาดไว้ตอนต้น ดูง่าย ๆ นาทีสุดท้ายเรื่องของหน้าผาการคลังของอเมริกา เริ่มมีการประนีประนอม เพราะฉะนั้นในกรณีนี้ก็คงจะอย่างที่ได้เรียนไว้ว่า ถึงจุด ๆ หนึ่ง เขาปล่อยให้มันพังไม่ได้


เพราะฉะนั้นเศรษฐกิจปีนี้ของอเมริกา ผมเข้าใจว่าขยายตัวได้ถึงระดับ 2.5 - 3 % ซึ่งก็ดีต่อเศรษฐกิจโลก อีกอย่างหนึ่งก็คือเรื่องของญี่ปุ่น ญี่ปุ่นผมคาดว่า ก็คงกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยนโยบายการคลัง การเงิน ขนาดยังไม่ได้ทำอะไรเลย เรื่องของไอ้ตัวอัตราแลกเปลี่ยนมันก็อ่อนตัวลงมาเป็น 8% และอีกประเทศหนึ่งที่มีผลต่อเรามากคือ "จีน"  ซึ่งมีการเติบโตทางเศรษฐกิจมาก เพราะฉะนั้นปัญหาเดียวที่จะเป็นปัญหาต่อประเทศเราคือ สหภาพยุโรป ยุโรป ปีนี้ผมคิดว่าสหภาพยุโรป ไม่ว่าทั้ง 27 ประเทศ หรือ 17 ประเทศเนี่ย น่าจะขยายตัวในลักษณะติดลบกันน้อย แต่อันนี้ขอบอกว่า แม้ยุโรปจะมีปัญหาก็จริง แต่ผมคิดว่าวิกฤติยุโรปได้ผ่านพ้นไปแล้วในบางประเทศ แต่ถ้าจะให้ผ่านพ้นทุกประเทศ จะต้องรัดเข็มขัด ซึ่งจะทำให้การขยายตัวเศรษฐกิจของยุโรปปีนี้ติดลบ แต่ว่าเป็นการติดลบ เพื่อที่จะทำให้เสถียรภาพของยูโรยังอยู่ เพราะฉะนั้นผมคาดว่าในไตรมาสแรกนี้ ถ้าหากว่าข้อตกลงที่จะผ่านสภาอีก 17 ประเทศ หรือ 25 ประเทศ คือ ไม่รวมอังกฤษและเชกโก เรื่องการจัดตั้งสหภาพการคลัง สหภาพทางด้านแบงก์กิ้งผ่าน ซึ่งผมเข้าใจว่า น่าจะผ่าน ก็จะทำให้เศรษฐกิจของยุโรปดีขึ้น ในช่วงนี้เงินยูโรก็เริ่มที่จะแข็งแกร่งขึ้นมาเราจะเห็นได้ชัด อัตราแลกเปลี่ยนของเงินยูโรในช่วงไตรมาสสุดท้ายแข็งขึ้นเยอะเลย จะมีเงินอีก 5000,000 ล้าน หลังจากที่มาตรการนี้ผ่าน ซึ่งผมก็คาดว่า ยุโรปเองวิกฤตินี้ยังไม่จบเสียทีเดียว เพราะฉะนั้น ผมเชื่อว่า การเป็นอิสระจากที่นโยบายรัฐบาลทำจะเป็นตัวแปรทำให้วิกฤติหนี้ยูโร จะไม่ส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจไทยมากนัก ผมเชื่อว่า นโยบายของรัฐบาลน่ามีส่วนช่วยบ้าง ก็คือกระตุ้นเศรษฐกิจจาการลงทุนขั้นพื้นฐาน



แต่ว่าจริง ๆ ปัจจัยสำคัญจะมาจากต่างประเทศที่จะเป็นส่วนที่ทำให้เศรษฐกิจปีนี้ได้รับผลพวงจากการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ถ้าเศรษฐกิจในต่างประเทศขยายตัวได้ใกล้เคียงกับปีที่แล้ว  สรุปแล้วเราจะไม่มีผลกระทบทางเศรษฐกิจ แม้ปัญหาการเมืองในประเทศจะรุนแรงขึ้นก็ตาม

 

ที่มา : กรุงเทพธูรกิจ ออนไลน์

 

ป้ายโฆษณา

[ Home || About PSCMT ||  C.P.S. & C.P.K. || CPSM || Training & Seminar || News || Event || Download || FAQs ]

© 2005 Purchasing and Supply Chain Management Association of Thailand. All right reserved.
26/56 Chan Tat Mai Road, TPI Tower, 23rd floor, Tungmahamek, Sathorn, Bangkok, 10120 THAILAND
Tel. +66 2678 6786-7 Fax. +66 2678 6788